ความเป็นมาของศูนย์

ความเป็นมาของศูนย์

บทที่  1 บทนำ

ความเป็นมา

ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อแห่งนี้  เกิดขึ้นโดยความคิดริเริ่มของพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร  ซึ่งมีชาติภูมิที่อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้ริเริ่มและวางรากฐานการจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ     หรือ(ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อปัจจุบัน) ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546 ซึ่งปัจจุบันเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ เป็นสำนักปฏิบัติธรรมดีเด่นประจำจังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระครูสุขุมวรรโณภาส เจ้าคณะตำบลหัวดอน  เป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ หรือศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ มีพระอาจารย์ประมวล  จันทสาโรหรืออาจารย์ประมวล  แก่นสาร บ้านทุ่งใหญ่ ตำบลบ้านไทย อำเภอเขื่องใน พระปลัดถาวร  ถาวโร วัดเขื่องกลาง พระครูธรรมธรพนม  อาภากโร หรือ พระครูโสภณอาภากร (ปัจจุบัน) วัดยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน  ตลอดเวลาที่ผ่านมาพระอาจารย์ทั้งสี่รูปให้ความสนใจใฝ่เรียนรู้แนวทางในการพัฒนาสังคมตามหลักพุทธธรรม ได้ออกเดินทางไปให้ความรู้โดยเป็นวิทยากรในพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ  ได้สั่งสมประสบการณ์ร่วมกัน เรียนรู้อุปนิสัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานซึ่งกันและกัน จนเกิดความมั่นใจต่อกันและกันในการที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกันจนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ. 2545  ได้เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ศูนย์พัฒนาคุณธรรม มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอ วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยากับอาจารย์วีรพันธ์ รกฺขิตสีโล โดยการสนับสนุนของ กองบัญชาการทหารสูงสุด สำนักงานป้องกันและปราบปราบยาเสพติด ป.ป.ส. หลังจากผ่านการอบรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ป.ป.ส. ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน  50,000  บาท ในการมาพิจารณาเลือกหา    พื้นที่ตั้งศูนย์พัฒนาคุณธรรม เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรม แบบบูรณาการที่จังหวัดอุบลราชธานี

ในปี พ.ศ 2546 พระครูสุขุมวรรโณภาส  และพระครูโสภณอาภากร  ได้เข้ากราบเรียนพระพรหมวชิรญาณ ที่วัดยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเมตตามาดูสถานที่ ที่จะตั้งศูนย์ฝึกอบรมและให้แนวทางการบริหารจัดการ และการดำเนินงานด้านต่างๆ

วันที่ 20 มิถุนายน 2546  พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร ได้เมตตามาเยี่ยมสถานที่ ที่จะตั้งศูนย์ฝึกอบรม ณ บริเวณใกล้ชายป่าดงใหญ่
วังอ้อ เป็นพื้นที่ ที่เป็น น.ส.3 ประเภท ก ของคุณพ่ออ่อนศรี คุณแม่ใจ กอมณี พร้อมลูกหลาน และพื้นที่ของนางนี มนัส โดยมีลูกหลานคือนายไกรศรี มนัส นางบุญใส กอมณี พร้อมพี่ญาติน้อง  ถวายให้สร้างศูนย์ฝึกอบรม

จากนั้นจึงประสานงานกับฝ่ายปกครองทั้งฝ่ายศาสนจักร และอาณาจักร มีผู้นำชุมชนคณะกรรมการป่าชุมชน  องค์การบริหารส่วนตำบลหัวดอน เจ้าของพื้นที่ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน มีนายนะริทธิ์ ไชยะธน อดีตนายอำเภอเขื่องใน ผู้ดูแล เพื่อขอใช้พื้นที่จัดตั้งเป็นเป็นศูนย์พัฒนาคุณธรรม  ซึ่งปรากฏว่าได้รับการหนุนเสริมจากทุกฝ่ายด้วยดี  มีการทำบันทึกเป็นเอกสาร เห็นชอบให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชุมชนรอบนอกบางส่วนนอกจากพื้นที่ส่วนบุคคลดังกล่าว  ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมของจังหวัดอุบลราชธานี ขึ้น โดยใช้ชื่อศูนย์ว่า  ศูนย์พัฒนาคุณธรรม

เนื่องจากศูนย์แห่งนี้ติดกับป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็นที่รู้จักกันโดยแพร่หลายและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่สำคัญของชุมชนจึงให้มีคำว่า  ป่าดงใหญ่วังอ้อ ต่อท้าย กลายเป็นชื่อเต็มว่า  

,, ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ,,  มีวัตถุประสงค์สำคัญ  คือ

1) เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรม พระภิกษุ สามเณร ข้าราชการ พนักงานบริษัท

เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

2)  เพื่อเป็นสถานที่รองรับโครงการ บ้านเปลี่ยนวิถี ให้การบำบัดรักษาฟื้นฟูจิตใจผู้ติดยาเสพติด ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง ในเขตอีสานล่าง       

3) เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ฝึกอาชีพ ให้แก่ชุมชน

4) เพื่ออนุรักษ์เขตพื้นที่ป่า และสัตว์ป่าในเขตอนุรักษ์  1,810 ไร่

5) เพื่อให้เป็นศูนย์ต้นแบบที่ทำงานด้านสังคมแบบบูรณาการ

6) เพื่อให้เป็นโพธิยาลัยมหาวิชชาลัย หมายถึงแนวทางในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน สังคม

ดังนั้น  จึงได้เลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาทางด้านจิตใจได้เป็นอย่างดี  คือมีป่าไม้     แหล่งน้ำตามธรรมชาติ  ซึ่งในที่สุดได้เลือกเอาพื้นที่รอบป่าชุมชนวังอ้อ ด้านทิศตะวันตก โดยเป็นพื้นที่ของชาวบ้านที่มีเอกสารสิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ ได้ถวายให้สร้างศูนย์ฝึกอบรม และได้ขอใช้พื้นที่รอบนอกเขตป่าอนุรักษ์จำนวนหนึ่ง ใช้ในการฝึกอาชีพแก่ชุมชน หลังจากนั้นก็ได้ประชุมชาวบ้านชี้แจงวัตถุประสงค์และอุดมการณ์ เชิญชวนแกนนำชุมชน เพื่อมาร่วมแรง ร่วมใจ สร้างพระ สร้างคน สร้างเยาวชนของชาติ สร้างศาสนทายาทพระพุทธศาสนา

จากนั้นก็เริ่มปรับปรุงพื้นที่ที่จะใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ โดยสำนักงานป้องกันและปราบปราบยาเสพติด ป.ป.ส. สนับสนุนงบประมาณ จำนวน  50,000  บาท เป็นเบื้องต้น

ต่อมาพระเทพกิตติมุนี อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี  นายจิระศักดิ์  เกษณียบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยนั้นได้ลงนามจัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ  เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 และพระครูสุขุมวรรโณภาส  ก็ได้ย้ายที่จำพรรษาจากวัดบ้านแขมมาประจำอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้พร้อมพระสงฆ์ลูกวัดอีก 3 รูป รวมเป็น 4 รูป เป็นทัพหน้า พระอาจารย์ประมวล  จันทสาโร

วัดทุ่งใหญ่ ตำบลบ้านไทย อำเภอเขื่องใน พระปลัดถาวร  ถาวโร วัดเขื่องกลาง พระครูธรรมธรพนม  อาภากโร หรือ พระครูโสภณอาภากร (ปัจจุบัน) เป็นกองหนุน ทั้งหมดมาแค่มันสมองและสองมือและจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ มาร่วมแรง ร่วมใจกับชาวบ้านวังอ้อและในตำบลหัวดอน บริจาคเงิน วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่พัก ห้องน้ำ ศาลาใช้ฝึกอบรมอบรม ที่พักผู้เข้ารับการอบรม โดยใช้ไม้จากหัวไร่ปลายนาที่เขาบริจาคให้มาทำโครงสร้าง และหญ้าคาที่ชาวบ้านบริจาค มุงหลังคา ต่อมาได้มีครูอาจารย์ นักเรียนสถานศึกษา ชาวบ้าน จากจังหวัดอุบล จังหวัดยโสธร จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้เคียง และชาวบ้านในอำเภอเขื่องใน ร่วมใจกันทอดกฐินทอดผ้าป่า ปรับปรุง ขยาย ที่พัก ห้องน้ำ

ผู้เข้ารับการอบรม แล้วเริ่มฝึกอบรมตามอุดมการณ์

เริ่มต้นศูนย์แห่งนี้เป็นเพียงสถานที่ให้การฝึกอบรมด้านคุณธรรมแก่บุตรหลานของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเขื่องในและใกล้เคียง  แต่ต่อมาได้มีผู้ให้ความสนใจจากพื้นที่อื่น ๆ เข้ารับการฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก  จนกระทั่งได้รับการหนุนเสริมจากหน่วยงานภายนอกหลายแห่ง  เช่น  กองบัญชาการทหารสูงสุด  สำนักงานป้องกันและปราบปราบยาเสพติด  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  (สสส.)  สถานพินิจเด็กและเยาวชนจังหวัดอุบลราชธานี  เป็นต้น  ในปี พ.ศ.2547  จึงได้มีแนวคิดที่จะหาพื้นที่รองรับผู้ที่ติดยาเสพติดให้มีโอกาสฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกาย  เพื่อกลับตัวเป็นคนดีของสังคม  ได้เริ่มรับผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในชื่อ  “โครงการบ้านเปลี่ยนวิถีคืนคนดีสู่สังคม” ให้การบำบัดฟื้นฟูจิตใจ

เพื่อเป็นการรองรับผู้ติดยาเสพติดที่เข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูในปี พ.ศ.2548 จึงได้จัดให้มีศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งประกอบด้วยการปลูกพืช  เลี้ยงสัตว์นานาชนิดที่จำเป็นต้องกิน  ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  เพื่อเป็นแหล่งฝึกนิสัย  พัฒนาอาชีพ  และเป็นการผ่อนคลายตามหลักอาชีวบำบัด  สำหรับผู้ติดยาเสพติดอีกทางหนึ่ง

ปัจจุบันศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ  จึงเป็นศูนย์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  และตามหลักวิชาการในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด  โดยในศูนย์จะประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ ๆ  4  ส่วน  คือ

1. ศูนย์ฝึกอบรมคุณธรรม จริยธรรมซึ่งเป็นศูนย์เปิดสำหรับบุคคลทั่วไปทั้งระยะสั้น และระยะยาว ที่มาอยู่พักแรม  

2. ศูนย์บำบัดฟื้นฟูจิตใจผู้ติดยาเสพติด  ซึ่งเป็นการรับผู้ติดยาเสพติดเข้ามาอยู่ในโครงการบ้านเปลี่ยนวิถีเป็นระยะเวลา 15 วัน 1 เดือน  3  เดือน  4  เดือน  และ 6 เดือน  ตามสภาพของแต่ละคน

3. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้และฝึกปฏิบัติสำหรับผู้ที่เข้ามาบำบัดรักษาอยู่ในโครงการบ้านเปลี่ยนวิถี  และชาบ้านที่เข้ามาฝึกอาชีพ

4. ป่าชุมชน  ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีความสมบูรณ์  ที่ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ อันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติบำบัดด้วย

เมื่อดูโดยภาพรวมแล้วจะเห็นว่าศูนย์แห่งนี้มีองค์ประกอบที่เกื้อกูลกันอย่างครบถ้วน  กล่าวคือ  เริ่มแรกจากการฝึกอบรมทางจิตใจที่ศูนย์ฝึกอบรม  และส่งต่อเข้าศูนย์บำบัด  ซึ่งการบำบัดนั้นต้องใช้ทั้งกายบำบัด  จิตบำบัด  อาชีพบำบัด  เวชบำบัด  และสังคมบำบัดไปพร้อม ๆ กัน  โดยมีสภาพแวดล้อมของป่าชุมชนอันร่มรื่นหนุนเสริมให้เกิดความสงบเยือกเย็น  และนอกจากนี้ยังมีคณะทำงานของศูนย์ที่เป็นคนในชุมชนที่มีทุนทางสังคมอย่างสูงยิ่งเป็นคณะทำงาน  ให้การช่วยเหลือ  สนับสนุนงานของพระอาจารย์อย่างต่อเนื่อง  ทำให้งานทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

เมื่อปี พ.ศ 2550 ได้ดำเนินการขอจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ กับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และได้รับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม  2550  และได้จัดกิจกรรมพัฒนาสังคม ร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน

ภาคประชาสังคม ในฐานะเป็นเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เรื่อยมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เมษายน  2554 พระพรหมวชิรญาณ ได้เมตตาให้เปลี่ยนชื่อจากศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็น ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ  ได้ให้พระครูสุขุมวรรโณภาส สร้างความเข้าใจกับเครือข่ายต่างๆมีทั้งส่วนโรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนการกุศล  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย สถานศึกษาภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเริ่มรับสมัครเครือข่ายเพื่อปลูกความดีในบุคคล สร้างชุมชนคุณธรรม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมป้องกัน ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมพัฒนา ครอบครัว ครู นักเรียน เด็ก เยาวชน พระภิกษุสงฆ์ ประชนชนในหมู่บ้านชุมชน ให้มีระเบียบวินัย เป็นแบบอย่างที่ดี มีสัมมาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรมอย่างบูรณาการ เป็นระบบ ต่อเนื่อง จนเกิดผลดีต่อหมู่บ้าน ชุมชน ในจังหวัดอุบลราชธานี

ปัจจุบัน ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ  มีเครือข่ายที่สมัครแล้ว จำนวน 300 กว่าเครือข่าย  มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อระดม รวบรวม ความคิดเห็นถึงรูปแบบการปลูกการความดีในบุคคล สร้างชุมชนคุณธรรม เบื้องต้น

ต่อมา วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 พระพรหมวชิรญาณ เป็นประธานประชุมสร้างความเข้าใจ
แก่คณะทำงาน และให้มีการกำหนดแนวทางการดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ
โดยให้เครือข่ายศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ ยกร่างคณะกรรมการในแต่ละฝ่ายขึ้นมาเป็นคณะทำงานเพิ่มเติม

วันที่ 27 มิถุนายน 2554 พระพรหมวชิรญาณ เป็นประธานประชุมให้คณะทำงานอีกครั้งเพื่อระดมสมองยกร่างการจัดตั้งเป็นศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ โดยมี กำหนดวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์

พันธกิจ เป้าประสงค์ บทบาทหน้าที่ภาคีเครือข่ายของศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ ดังนี้.


วัตถุประสงค์ของศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ

1. เพื่อเป็นองค์กรสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคม

ทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย ให้มีระเบียบวินัยเป็นแบบอย่างที่ดี มีสัมมาชีพ และมีคุณธรรมจริยธรรม

2. เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายคนดี มีจิตอาสาในการพัฒนาบุคคล หน่วยงาน และองค์กรให้เป็นต้นแบบคุณธรรมจริยธรรม

3. เพื่อเป็นองค์กรที่ให้โอกาสบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเป็นคนดีของสังคม

4. เพื่อดำเนินการให้จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้นแบบเมืองคนดี และเป็นศูนย์การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในการพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศ อย่างบูรณาการ

5. เพื่อขับเคลื่อนการเป็นโพธิยาลัยมหาวิชชาลัยให้เกิดเป็นรูปธรรมในสถานศึกษา หมู่บ้าน ชุมชน


วิสัยทัศน์
พัฒนาคนและชุมชนแบบบูรณาการโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม วางรากฐานชีวิตให้มั่นคง นำชีวิตตนให้ถึงจุดหมายยกระดับชีวิตให้มีความสุขอย่างแท้จริง


พันธกิจ

๏ สร้างเสริมครอบครัวให้เป็นครอบครัวอบอุ่น เพิ่มขีดความสามารถของบิดา มารดา ผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูลูกหลาน

๏ พัฒนาเด็กและเยาวชน ให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตอาสาเป็นเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง

๏ พัฒนาครูให้เป็นครูดี เป็นปูชนียบุคคล  เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นครูกัลยาณมิตร เป็นครูจิตอาสา

๏ พัฒนาพระภิกษุ สามเณรให้เป็นต้นแบบด้านศีลธรรม เพิ่มขีดความสามารถในการเผยแผ่และถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา

๏ สร้างเสริม สนับสนุนให้หน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นหน่วยงานคุณธรรมและคุณภาพตามหลักธรรมาภิบาล

๏ สร้างเสริมให้ประชาชนเป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นระเบียบวินัย มีสุขภาวะที่ดี อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

๏ พัฒนาชุมชนต้นแบบ โดยความร่วมมือของกัลยาณมิตรและสมาชิกในชุมชนแบบบูรณาการ


เป้าประสงค์

๏ ประชากรทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ครอบครัว ชุมชน หน่วยงาน องค์กรในจังหวัดอุบลราชธานี และใกล้เคียงได้รับการพัฒนา บำบัด ฟื้นฟู และส่งเสริม  ด้านคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัยเป็นแบบอย่างที่ดี  นำชีวิตสู่จุดหมาย 3 ขั้น 3 ด้าน มีความสุข ใน 3 ระดับ

๏ ประชากรทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ครอบครัว ชุมชน หน่วยงาน องค์กรในจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการพัฒนาและสร้างเสริมให้เข้มแข็ง   เป็นแบบอย่างที่ดี เหมาะสมตามบทบาทหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ


กลยุทธ์
- สร้างบุคคล ครอบครัว ชุมชน หน่วยงาน องค์กร ให้เป็นต้นแบบที่ดี
- สร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร พัฒนาคนและชุมชนแบบบูรณาการ  ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- แสวงหาความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

บทที่  2

การดำเนินงานศูนย์

นับตั้งแต่วันที่  20  มิถุนายน พ.ศ. 2546  ซึ่งเป็นวันแรกแห่งการเปิดศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ภายใต้การนำของพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร ประธานที่ปรึกษา และมีพระครูสุขุมวรรโณภาส  เป็นประธานให้การฝึกอบรม นั้น  พระอาจารย์ได้มีการดำเนินการมาเป็นขั้นตอน บนฐานของความพร้อมด้านบุคลากร  อาคารสถานที่  และงบประมาณ  ภายใต้หลักการที่ว่า “ไม่ขัดต่อสมณสารูป”  คือ สิ่งที่พระสงฆ์พึงกระทำได้  หรือไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยของสงฆ์  โดยในการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ดังกล่าวสามารถแยกให้เห็นถึง แนวคิด  หลักการ  กระบวนการ  กิจกรรม และผลสำเร็จ ในการดำเนินงาน ดังนี้.

แนวคิดในการดำเนินงาน

จำเดิมแต่สมัยพุทธกาลยาวนานถึงปัจจุบันนี้นานถึง 2555 ปี  สังคมได้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันมาทั้งความเจริญในด้านวัตถุและด้านสติปัญญามากมาย แต่สิ่งที่คู่ขนานกับความเจริญในด้านต่างๆนั้น คือ สังคมโดยส่วนรวมได้ประสบวิกฤตการณ์ทางศีลธรรมมากขึ้น  ตามลำดับ การศึกษาสูงขึ้นเท่าใด    ถ้าไม่ละทิ้งธรรมะของพระพุทธองค์ ก็จะไม่เกิดความคิดวิปริตผิดพลาดจากทำนองคลองธรรม การศึกษาสูงขึ้น

จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องพัฒนาความเจริญทางด้านจิตใจให้สูงขึ้นตามมาด้วย  ดังพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ  ได้ทรงคาดการณ์ล่วงหน้า ไว้ตอนหนึ่งว่า “คนที่ไม่มีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นเครื่องดำเนินตาม คงจะหันไปหาทางทุจริตโดยมาก   ถ้ารู้น้อยก็โกงไม่คล่อง คือ โกงไม่สนิท ถ้ารู้มากก็โกงมากขึ้น หรือ โกงพิสดารมากขึ้น การหัดให้คนอ่านอักขรวิธี ไม่ใช่เครื่องฝึกหัดให้คนเป็นคนดีคนชั่ว เป็นแต่จะได้วิธีที่เรียนความดีความชั่วได้คล่องขึ้น “ ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้ช่วยกันทุกวิถีทาง ที่จะนำศีลธรรมกลับคืนมา โดยผ่านทางพุทธศาสตร์ และ พุทธวิธี ในด้านการให้การศึกษาอบรมทางกุลบุตร กุลธิดาให้เกิดจิตสำนึกและมโนธรรม ควบคู่กันไปกับการศึกษาเล่าเรียนทั้งในสถาบันครอบครัว  สถาบันการศึกษา  สถาบันศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างคนดีมีคุณธรรมให้มากขึ้น


หลักการในการดำเนินงาน
ในการที่จะนำศีลธรรมกลับคืนมา โดยผ่านทางพุทธศาสตร์ และ พุทธวิธี เพื่อป้อง แก้ไขปัญหา หรือเพื่อการพัฒนานั้น จะต้องนึกถึงโครงสร้างของสังคมเริ่มตั้งแต่ครอบครัว ครู เด็ก นักเรียน นักศึกษา เยาวชน พระสงฆ์ ประชาชน และองค์กรภาคีต่างๆในหมู่บ้านชุมชน มาร่วมแรง ร่วมใจ ป้องกัน แก้ไขปัญหา หรือร่วมกันพัฒนา ให้เป็นระบบ ต่อเนื่อง บูรณาการ เพราะชีวิต เริ่มที่พ่อ ก่อที่แม่ แก้ที่ลูก ปลูกที่ครูอาจารย์  มอบจิตวิญญาณแก่พระสงฆ์ ได้รับการหนุนเสริมจากเอกชนและรัฐบาล และทั้งหมดต้องมาร่วมกันทำงานแบบ เครือญาติ

กระบวนการดำเนินงาน หรือกระบวนทัศน์สู่ความสำเร็จ

1.สร้างความตระหนัก สร้างเข้าใจกับคนในชุมชนพื้นที่
สร้างความเข้าใจ กับ ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกเพศ ทุกวัย ในหมู่บ้าน ชุมชน สังคม ให้ตระหนัก ถึงสภาพปัญหาสังคมในปัจจุบัน แล้วร่วมกันฝันถึงอนาคต หรือ ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีงามแก่สังคม

2.จับมือกันให้ดี
จะต้องมีการทำบันทึกความร่วมมือ ( M O U ) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการป้องกัน การแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาคนในหมู่บ้านชุมชมสังคมนั้นๆ

3.สร้างหลักสูตรนำวิถี
เหมือนสร้างอาวุธนำวิถี ที่มีอานุภาพ ที่จะทำลาย ศัตรู คือ กิเลส ตัณหา หรือปัญหาชุมชนได้ หรือเหมือนยาดี ที่จะรักษาโรคให้หายได้ หลักสูตรที่กล่าวนี้ สามารถที่จะเชื่อมโยงคลอบคลุมไปยังทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดีทีเดียว เช่น

3.1 หลักสูตรครอบครัวทรงประสิทธิผล พ่อแม่มีทักษะอันชาญฉลาดในการเลี้ยงลูกให้โตทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ต้นตอหอหีบความสงบสุขของสังคมเริ่มต้นที่ครอบครัว ถ้าครอบครัวล่มสลายสังคมย่อมพินาศ มีการส่งต่อไปที่ครูเมื่อเด็กโตขึ้น

3.2 หลักสูตรครูปูชนียบุคคล ครูจิตอาสา ครูกัลยาณมิตร เป็นเบ้าหลอม พิมพ์ดี เมื่อพิมพ์ สิ่งที่ออกมาจากพิมพ์ คือศิษย์ ย่อมดี ย่อมงดงาม ทั้งด้านวิชาและจรณะ คือความรู้ ความประพฤติ ครูก็ส่งเด็กให้ดีมีคุณธรรม

3.3 หลักสูตรเด็ก เยาวชน เป็นคนดี มีจิตอาสา เป็นผุ้นำการเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมไทย  เด็ก เยาวชน ในสถานศึกษา ในหมู่บ้าน ต้องมีกลุ่มคนดี  อี เอ็ม  (E M คือน้ำดีไปบำบัดน้ำเสีย  คนดี  E M คือ เอาคนดีไปบำบัดคนไม่ดี ในหมู่บ้าน ในสถานศึกษา

3.4 หลักสูตรพระสงฆ์นักพัฒนา พัฒนาพระสงฆ์ให้มีศักยภาพ และให้การอบรมสั่งสอนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นแกนนำในการพัฒนาสังคม ช่วยอบรมสั่งสอนแนะแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นคนดี มีจิตอาสา เป็นเด็ก เยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมไทย

3.5 หลักสูตรประชาชนต้นแบบความดี ให้ เด็ก เยาวชน เห็นและถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี

4.รวบรวมรี้พล
เมื่อได้หลักสูตรหรือคู่มือฝึกอบรมแล้วต้องมีการสำรวจ คัดเลือก คนดี คนมีจิตอาสา บุคคลที่เป็นทุนทางสังคม ครอบครัว ครู เด็ก เยาวชน พระสงฆ์ ประชาชน องค์กรต่างๆ ในหมู่บ้านชุมชน แล้วยกย่อง เชิดชูคนดี  รวมคนดี ให้เป็นคนดี อีเอ็ม (อีเอ็ม คือน้ำดีไปบำบัดน้ำเสีย) คนดี อีเอ็ม คือเอาคนดีไปบำบัดคนไม่ดี   เอาคนดีเป็นกำลังหลักในการพัฒนา

5.ฝึกฝนกำลังหลัก
กำลังหลักต้องมีการฝึกฝน หมายถึง ฝึกอบรมแม่ทัพ นายกอง คือ(วิทยากรกระบวนการในพื้นที่)
มาจากครอบครัว ครู เด็ก เยาวชน พระสงฆ์ ประชาชน องค์กร ให้เพียงพอ ให้เข้มแข็ง เชี่ยวชาญ เป็นแบบอย่างที่ดี ของคนในหมู่บ้านชุมชน เป็นกำลังหลักในการพัฒนา

6.ใช้ศาสตร์การเปลี่ยนแปลง
การพัฒนาคนในหมู่บ้านชุมชนจะต้องมีศาสตร์ที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพ สังคม อารมณ์ สติปัญญา และจิตวิญญาณได้ ศาสตร์นั้น คือ หลักอริยสัจ 4 ที่จะทำให้คนในหมู่บ้านรู้ทุกข์ รู้ปัญหาตนเอง รู้ว่าสาเหตุทุกข์นั้น ปัญหานั้นมาจากอะไร การจะให้ทุกข์นั้น ปัญหานั้น บรรเทา เบาบาง    และหมดไป จะต้องทำอย่างไร และมีวิธีการใด หนทางใด ด้วยเครื่องมืออะไร
อีกทั้งใช้หลักของการเข้าใจ  เข้าถึง  และพัฒนาตามพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหลักภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนชุมชนอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง

7.ร่วมแรง ร่วมใจ ทุกภาคส่วน
ทุกภาคส่วนในหมู่บ้านชุมชน ต้องมีการบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน  มีการเชื่อมโยง มีประสิทธิภาพ     โดยคนในชุมชนตั้งแต่สถาบันครอบครัว โรงเรียน วัด ชุมชน องค์กร ร่วมกันคิดแผนงานโครงการกิจกรรม กำหนด แผนงาน แผนคน แผนเงิน แผนที่ ป้องกัน  แก้ ไข หรือพัฒนาชุมชนแบบบูรณาการ ขึ้นมา องค์กรใด ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายใด ก็จัดกิจกรรมนั้นขึ้นมาพัฒนากลุ่มเป้าหมายนั้นๆโดยแต่ละองค์กรต้องมีส่วนร่วมในแผนงาน แผนคน แผนเงิน และแผนที่ และแต่ละกิจกรรมต้องมีการเชื่อมโยงกันกับกิจกรรมอื่น ใกลุ่มเป้าหมายอื่นด้วย ในส่วนแผนเงินแต่ละองค์กรก็ต้องมีส่วนร่วมมากน้อยตามกำลัง และให้แต่ละองค์นั้นๆบริหารจัดการเรื่องแผนเงินของตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องแผนเงิน ซึ่งเป็นหลักที่ทำให้หลายหน่วยงานทำงานร่วมกันไม่ได้ บูรณาการไม่ได้

8.จัดกระบวนทัพให้มั่นคง
การคิดแผนงานโครงการ หรือการจัดกิจกรรมขึ้นมา เพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหา หรือพัฒนาหมู่บ้านชุมชนนั้น ต้องทำเป็นระบบ ต่อเนื่อง โดยเริ่มที่พ่อ ก่อที่แม่ แก้ที่ลูก(ครอบครัว) ปลูกที่ครูอาจารย์ (สถานศึกษา) มอบจิตวิญญาณ แก่พระสงฆ์ (วัด) ได้รับการส่งเสริมจากเอกชน และรัฐบาล(รัฐ) ร่วมกันทำงานแบบเครือญาติ (บูรณาการ) ถ้ากระบวนทัพมีความมั่นคง การรบ หรือการแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาง่ายขึ้น

9.ยืนตรงในธงอรหันต์
ด้วยการนำหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาประยุกต์ใช้ในชีวิตให้เกิดผล ดลเป็นความสุข 3 ระดับกล่าวคือ

1. การมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไร้โรค อายุยืน  การมีงาน มีเงิน มีกิน มีอาชีพสุจริต พึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ การมีสถานภาพดี  มีเกียรติ เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม   การมีครอบครัวผาสุก ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือ

2.การมีความอบอุ่นซาบซึ้งสุขใจ ไม่อ้างว้างเลื่อนลอย มีหลักยึดเหนี่ยวใจให้เข้มแข็ง  การมีความภูมิใจ ในชีวิตที่สะอาด ที่ได้ประพฤติแต่การอันดีงาม ด้วยความสุจริต การมีความอิ่มใจในชีวิตมีคุณค่า ได้ทำประโยชน์ตลอดมา ด้วยน้ำใจเสียสละ การมีความแกล้วกล้ามั่นใจ ที่จะแก้ไขปัญหา นำชีวิตและภารกิจไปได้ ด้วยปัญญา การมีความโล่งจิตมั่นใจมีทุนประกันภพใหม่ ด้วยได้ทำไว้แต่กรรมที่ดี มีทาน ศีล  ภาวนา ความสุข 2 ระดับนี้ เป็นโลกียสุข ( ถ้าบรรลุจุดหมายชีวิตถึงขั้นที่ 2 ขึ้นไป เรียกว่า บัณฑิต )

3.การมีชีวิตที่สงบเย็น ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผันผวนปรวนแปร ไม่หวั่นไหว มีใจเกษมศานต์ มั่นคง ไม่ถูกความยึดติด ถือมั่นบีบคั้นจิต ให้ผิดหวังโศกเศร้า มีจิตโล่ง โปร่งเบา เป็นอิสระ สดชื่น เบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัว เศร้าหมอง ผ่องใส ไร้ทุกข์ มีความสุขที่แท้ /รู้เท่าทันและทำการตรงตามเหตุปัจจัย ชีวิตหมดจด สดใส เป็นอยู่ด้วย  ศีล  สมาธิ  ปัญญา และด้วยแนวทาง  5 ประการคือ 1.ยืนสมาธิ  2.เดินสมาธิ  3.นั่งสมาธิ  4.ไสยาสน์สมาธิ  5.ทำจิตมัชฌิมา  (ระดับที่ 3 เป็นโลกุตตระ – ผู้หลุดพ้น)

นอกจากนี้ยังต้องใช้แนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหลักภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน พระพุทธเจ้าทรงทำสำเร็จมาแล้ว ในเรื่องทิศทั้งหก พระเจ้าอยู่หัวทรงทำสำเร็จมาแล้วเช่นกัน

10.เกษมสันต์ ประสบสิ่ง เสมอใจ สมความมุ่งหมาย
เมื่อมีการนำกระบวนทัศน์คือ สร้างความตระหนัก สร้างเข้าใจกับคนในชุมชนพื้นที่  จับมือกันให้ดี สร้างหลักสูตรนำวิถี รวบรวมรี้พล  ฝึกฝนกำลังหลัก ใช้ศาสตร์การเปลี่ยนแปลง ร่วมแรง ร่วมใจ ทุกภาคส่วน  จัดกระบวนทัพให้มั่นคง ยืนตรงในธงอรหันต์ ดังกล่าว มาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านชุมชน ก็จะทำให้คนในหมู่บ้านชุมชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มเป้าหมาย เป็นคนดี มีศีลธรรม มีระเบียบวินัย   เป็นแบบอย่างที่ดี  มีการพัฒนาชีวิตให้ถึงจุดหมาย 3 ขั้น มีความสุข 3 ระดับ ซึ่งเป็นเป้าหมาย 3 ขั้น 3 ด้าน ในทางพระพุทธศาสนา



แผนงานโครงการ และกิจกรรม

พระครูสุขุมวรรโณภาส ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ และภาคีเครือข่าย

ในจังหวัดอุบลราชธานี เช่น เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา เครือข่ายครูจิตอาสา เครือข่ายคนทำงานด้านเด็กและเยาวชน เครือข่ายองค์กรผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้ร่วมกันพัฒนาเด็กเยาวชนและประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ให้มีคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดการพัฒนาคุณธรรมกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ของจังหวัดมากยิ่งขึ้น มีโครงการที่จัดทำและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น

1) โครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม แก่พระภิกษุสามเณร เด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ให้เป็นบุคคลคุณภาพ

2)      โครงการบำบัดฟื้นฟูจิตใจผู้ติดยาเสพติดระบบสมัครบำบัด

3)      โครงการอบรมคุณธรรมเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ป่าชุมชนที่ยั่งยืน

4)      โครงการส่งเสริมผู้สูงวัยให้แก่อย่างมีคุณภาพ

5)      โครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในตำบลหัวดอน

6)      โครงการเสริมทักษะการตัดสินใจท้าทายชีวิตวัยรุ่น

7)      โครงการ พัฒนา ( บ ว ร) ต้นแบบ  ทาน ศีล ภาวนา สู่อาเซียน

8)  โครงการ 84 วัน 8,884 คน ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส เทิดไท้องค์ราชัน                        

9) โครงการเยาวชนอาสาค้นหาคนดี /

10) โครงการถนนสายวัฒนธรรม

11) โครงการฝึกอบรมเยาวชนอาสา พัฒนากลุ่มคนดี

12) โครงการรวมใจทำความดี ฟื้นวิถีการให้ต่อ ระยะที่ 1

13) โครงการรวมใจทำความดี ฟื้นวิถีการให้ต่อ ระยะที่ 2

14)     โครงการรวมใจปลูกคุณธรรมในบุคคล สร้างชุมชนสวัสดิการ

15) โครงการความร่วมมือของ (บวร) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน  60 หมู่บ้านของจังหวัดอุบลราชธานี ( ปีที่ 1 พ.ศ.2556 )

16) โครงการสร้างศูนย์โพธิยาลัย มหาวิชชาลัย ตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

17)    โครงการสร้างอาคารปฏิบัติธรรมพรหมวชิรญาณ 3 ชั้น เพื่อเป็นที่พัก ที่ปฏิบัติธรรม

18)    โครงการก่อสร้างคันพนังกั้นดินเรียบฝั่งลำเซบาย ภายในศูนย์ฯ ระยะยาว 400 เมตร

19) สร้างวัด ตั้งวัด ให้แล้วเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เสร็จภายในปี 2566

ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการฝึกอบรม ศึกษา เรียนรู้ ดูงาน ปี 30,000 คน โดยประมาณ

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเด็ก เยาวชน คนในชุมชน ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรภาคีเครือข่าย โครงการเสริมสร้างและพัฒนาทักษะเยาวชนจิตอาสาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อชุมชนและสังคมไทย  โดยนายวิเชียร  ศรีลูกหว้า ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



บทที่  3

ผลสำเร็จที่ได้รับ

จากการร่วมคิด  ร่วมทำ ร่วมวางแผน ร่วมแก้ปัญหา  ร่วมพัฒนาต้นแบบ บูรณาการ  ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ เด็ก เยาวชน ครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชน สังคม  คือ  เด็ก  เยาวชน  เป็นไท  เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ  พ้นภัยจากยาเสพติด  เป็นแหล่งบ่มเพาะคนเพื่อพัฒนาสังคม  ครอบครัวทรงประสิทธิผล  หมู่บ้าน  ชุมชน  มีความเข้มแข็ง  สังคมมีคุณภาพ  ซึ่งสามารถขยายความให้เห็นได้ดังนี้


1.ความสำเร็จที่ได้รับ

1.1  ศูนย์สามารถดำรงอยู่ได้และมีแนวโน้มขยายขึ้นเรื่อย ๆ โดยสังเกตจากจำนวนหน่วยงานและผู้เข้ารับการฝึกอบรมและเข้ารับการบำบัด  จะมีมาอย่างต่อเนื่อง

1.2  ศูนย์ได้รับการยอมรับจากชุมชน  จากส่วนราชการต่าง ๆ โดยมีการส่งคนมาเข้ารับการฝึกอบรม  ส่งคนมาศึกษาดูงาน  และบางแห่งได้นำไปเป็นต้นแบบในการดำเนินงานด้วย  นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนโดยการรับรองสิทธิและโดยการจัดสรรงบประมาณมาช่วยเป็นจำนวนมากอีกด้วย

1.3  เด็ก  เยาวชน  บุคคลทั่วไปที่เข้ามารับการฝึกอบรมในศูนย์และผู้ติดยาเสพติดที่เข้ามารับการบำบัดในศูนย์  มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองสามารถกลับสู่สังคมได้เหมือนคนปกติทั่วไป

1.4  ทีมงานที่ทำงานในศูนย์ได้รับการเรียนรู้  แลพัฒนาทักษะในการทำงานด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  จนได้รับการยอมรับจากชุมชนและสังคมภายนอกอย่างกว้างขวาง

1.5  คนในชุมชนได้รับการปลูกฝังและเข้าถึงธรรมะ  มีความรัก  ความสามัคคี  มีความเอื้ออาทรต่อกัน  เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น

1.6  คณะกรรมการศูนย์อาสาสมัครและคนในชุมชนมีงานทำ  มีรายได้จากการประกอบอาหารให้ผู้เข้ารับการอบรม ศึกษา ดูงาน และการเป็นวิทยากรประจำฐานฝึกอบรม

2.  ปัจจัยแห่งความสำเร็จ


2.1  ปัจจัยด้านทุน  ทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยหนุนให้การดำเนินงานของศูนย์ประสบความสำเร็จ  มีอยู่  3  ประการ  คือ

2.1.1  ทุนทางสังคม  ได้แก่  ความรู้ความเข้าใจ  ความรัก  ความศรัทธาในงานที่พระครูสุขุมวรรโณภาส  มีอยู่ในตัวเอง  ความศรัทธา  ความเชื่อมั่นในความดีของคนในชุมชนที่มีต่อพระอาจารย์  และแนวทางที่พระอาจารย์ทำ  นอกจากนี้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  การยึดมั่นในความดี  ความถูกต้อง  ความสามัคคี  ความปรารถนาที่จะเห็นคนในสังคมอยู่ดีมีสุข  ซึ่งมีอยู่กับคนในชุมชนโดยเฉพาะที่ชุมชนวังอ้อ-วังถ้ำ  ซึ่งจะเห็นได้จากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ระดมชาวบ้านที่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐานประจำหมู่บ้าน(อสม.)  อาสาสมัครป้องกันกับฝ่ายพลเรือน (อปพร.) กรรมการหมู่บ้าน  กรรมการวัด และชาวบ้านในตำบลหัวดอน  ตำบลใกล้เคียง ในเขตอำเภอเขื่องใน  ได้ร่วมกันทอดกฐิน  ทอดผ้าป่า ถวายสังฆทานบริจาคทรัพย์ ทั้งที่เป็นเงิน วัตถุ และแรงงานในการก่อสร้างที่พักและที่ฝึกอบรม

2.1.2  ทุนทางธรรมชาติ ได้แก่  ที่ดินทำกิน  สภาพดินฟ้าอากาศ  ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่  และที่สำคัญคือ  ป่าชุมชน  อันได้แก่  ป่าดงใหญ่วังอ้อ-วังถ้ำ  ซึ่งเป็นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ก่อนแล้ว  และพร้อมที่จะเอื้อต่อการดำเนินงานของศูนย์

2.1.3  ทุนทางทรัพย์สิน  แม้คนในชุมชนจะมีทรัพย์สินอยู่ไม่มากนัก  แต่เมื่อมีทุนทางสังคมอยู่เป็นจำนวนมากก็สามารถแปลงทุนทางสังคมมาเป็นทุนทางทรัพย์สินได้  โดยการช่วยกันออกแรงและบริจาควัสดุอุปกรณ์  ต้นไม้  กอไผ่  หรืออะไรก็ได้ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการก่อสร้างศูนย์  ซึ่งในที่สุดทุกอย่างก็สำเร็จลงได้ด้วยดี  ด้วยแรงศรัทธาและทรัพย์สินที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย  ภายหลังที่ศูนย์ตั้งขึ้นแล้ว  การดำเนินงานในระยะต่อมาก็ได้รับการหนุนเสริมสนับสนุนด้านงบประมาณจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ จากภายนอกมาตลอด  ซึ่งทำให้ศูนย์มีพลังมีความเข้มแข็ง  และมีความสะดวกในการดำเนินงานมากขึ้นที่สำคัญ ๆ มีดังนี้

1)  สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.)  สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์ 50,000 บาท สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมอาสาสมัครชุมชนและพระสงฆ์หลักสูตรการให้การบำบัดฟื้นฟูจิตใจผู้ติดยาเสพติดที่สถาบันธัญญารักษ์ และอื่นๆ อีก 1,100,100 บาท

2)  องค์การบริหารส่วนตำบลหัวดอน  พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยการทำถนนเข้าศูนย์  ทำป้ายบอกทาง ปรับปรุงภูมิทัศน์ เป็นเงินจำนวน 3,393,000 บาท  และสนับสนุนงบประมาณในการอบรม บ่มเพาะ ต้นกล้าคุณธรรม เด็ก เยาวชน ในตำบล โดยจัดไว้ในแผนงบประมาณปีละ

50,000 บาท

3) พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรญาณ  เจ้าอาวาสวัดยานนาวา  กรุงเทพมหานคร และกรรมการมหาเถระสมาคม สนับสนุนแนวคิด เป็นที่ปรึกษาทั้งในด้านการบริหารและการจัดกิจกรรม

และประสานงบประมาณในการจัดทำโครงการพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน ทุกปี รวม 10,000,000 บาท

4)  พระสิริพัฒนาภรณ์  เจ้าคณะอำเภอเขื่องใน  ได้ช่วยประสานกราบเรียนเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี  เจ้าคณะภาค 10 และพระพรหมวชิรญาณในการตั้งศูนย์พร้อมขอคำแนะนำในการบริหารและการจัดกิจกรรมและจัดส่งพระสงฆ์นักพัฒนาไปเข้ารับการฝึกอบรมเป็นพระวิทยากรป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในนามของกองทัพธรรมกองทัพไทยและได้จัดส่งอาสาสมัครชุมชนและพระสงฆ์เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการให้การบำบัดฟื้นฟูจิตใจผู้ติดยาเสพติดที่สถาบันธัญญารักษ์

5)  ฝ่ายแผนงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยท่าน ร.ต.สมพูนทรัพย์     กล้าวิกรณ์  ท่านสุนัย   เศรษฐบุญสร้าง  ได้สนับสนุนงบประมาณในการสร้างศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยการปรับพื้นที่เพื่อการเกษตร 10 ไร่  ขุดสระกักเก็บน้ำ  ขุดบ่อเลี้ยงปลา  สร้างที่พักเกษตรกร จัดหาพันธุ์พืชพันธุ์ปลา  ผัก ไม้ผล และปัจจัยการผลิต เป็นเงินจำนวน 3,923,000  บาท

6)  องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี  โดยนายพรชัย  โควสุรัตน์  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ว่าที่ ร.ต.สุรพล  สืบพรหม  ผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม  นายสุรชัย  ยิ้มเกิด  ผู้เชี่ยวชาญและนายเต็มใจ  เศิกศิริ  ได้มอบ โค  กระบือ  ให้กับศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน จำนวน 10 ตัว  

พร้อมทั้งจัดผ้าป่าสมทบทุนก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ จำนวน240,000 บาท และสนับสนุน โต๊ะ เก้าอี้ เพื่อใช้ในการกิจกรรมต่างๆ

7)  กองทุนการท่องเที่ยวไทยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  สนับสนุนงบประมาณในการสร้างฐานเรียนรู้  14  ฐาน  และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในเขตพื้นที่ป่าชุมชน จำนวน 1,810 ไร่  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศจำนวน 3,000,000 บาท โดยคุณบุญส่ง คุ้มบุญ และคณะกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เป็นผู้ประสานงบประมาณ

คุณบุญส่ง คุ้มบุญ และครอบครัว ยังได้จัดผ้าป่าระดมทุนพัฒนาศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ ทุกปี

8)  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานยาเสพติด  มีนายแพทย์อุดมศิลป์  ศรีแสงนาม  เป็นประธาน   ดร.ตุนท์  ชมชื่น  ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนงบประมาณในการสร้างที่พักผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูจำนวน 21 หลัง และสร้างสถานีวิทยุชุมชนเพื่อรณรงค์สร้างทัศนคติแก่คนในชุมชนเป็นเงิน จำนวน 1,630,000 บาท

9)  ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดอำเภอเขื่องในและอีก 18 ตำบล 1 เทศบาล 100,000 บาท

10) ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดอุบลราชธานี  100,000 บาท

11)  สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 3 นครราชสีมา  100,000 บาท

12)  สถาบันธัญญารักษ์  200,000 บาท

13)  กองบิน 21 อุบลราชธานี บริจาคถังเก็บน้ำ ห้องสมุดประชาชน

14) ฯพณฯ ท่านสุพล  ฟองงาม  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านโกวิทย์  ธรรมานุชิต  รองคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  และคณะทำงานประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี    ท่านสมบัติ  รัตโน   ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายลิขิต  พลเหลา  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี  และฝ่ายวิศวกรโยธา  พร้อมคณะท่านชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  นายวิโรฒ  มีแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัด  นายณรงค์ เชาวน์ลิลิตกุล นายอำเภอเขื่องใน ท่านผู้บังคับการ  ท่านผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร  จังหวัดอุบลราชธานี  ท้องถิ่นอำเภอเขื่องใน  เยี่ยมชมโครงการการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด  พร้อมหาทางช่วยเหลือสร้างอาคารฝึกอบรมขนาด  24x46 เมตร  จำนวน  1  หลัง และถนนคอนกรีตภายใน งบประมาณ 4,400,000  บาท

15) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับจัดทำโครงการพัฒนา เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ประชาชน ตามโครงการต่างๆที่ศูนย์ฯเสนอของบประมาณตั้งแต่ปี 2549 รวม 10 โครงการ

จำนวน 10,556,635 บาทเศษ

16) นายวิเชียร ศรีลูกหว้า ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทย ในพระ

ราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนายสุพจน์  แสงประทุม กรรมการมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อดีตผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขต 2 จังหวัดราชบุรี) จัดสรรงบประมาณ เป็นค่าพาหนะค่าจัดอบรมพัฒนาศักยภาพเครือข่าย และพัฒนาศักยภาพเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา จำนวน 287,400 บาทและเป็นไวยาวัจกร ขวานขวายช่วยเหลือในด้านการจัดทำแผนงาน โครงการ และติดตามงบประมาณจากส่วนราชการต่างๆให้กับศูนย์ฯ

17) ทุนจากครู นักเรียน บุคคล สมาชิกเครือข่าย และหน่วยงานต่างๆที่มาเข้ารับการอบรม

18) ทุนจากชาวบ้าน ในตำบลหัวดอน ในอำเภอเขื่องใน ในจังหวัดอุบลราชธานี และในจังหวัดใกล้เคียง เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบูรณปฏิสังขร หรือการพัฒนาทุกปี

19) ท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานีสนับสนุนเก้าอี้ชุด จำนวน 90 ชุด 180 ตัว เพื่อใช้ประโยชน์ ให้กับศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ ปี 2556

20) สำนักเขตพื้ที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1,2,3,4,5 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ขวานขวายระดมทุนจัดผ้าป่า กฐิน พัฒนาศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ จำนวนกว่า 1,000,000 บาท

21) คุณไพบูลย์ จงสุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการห้างโรบินสัน ยิ่งยงอุบลราชธานีและกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ยิ่งยงมินิมาร์ท จำกัด ได้เอื้อเฟื้อโดยธรรมแก่ศูนย์พุทธธรรม
พรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ จัดวางกล่องบริจาค ที่ร้านเซเว่น-อีเลเว่น ทุกสาขา ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และทุกสาขา ในจังหวัดอำนาจเจริญ โดยเริ่มตั้งแต่ 5 ธันวาคม 2555-2556 ซึ่งคาดว่าจะมียอดบริจาคถึง 800,000 -900,000  บาท/ปี


2.2  ปัจจัยด้านการจัดการ

ในด้านการจัดการ  พระอาจารย์ได้ใช้หลักการเข้าถึง  เข้าใจ  และมีส่วนร่วม  อย่างโปร่งใส  และเท่าเทียมบนฐานของความถนัด  ความสมัครใจ  และความพร้อมของแต่ละคน  โดยตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าทุกคนคืออาสาสมัคร  ไม่มีใครเป็นนายของใคร  ทุกคนทำงานด้วยใจ  มุ่งสู่ความสำเร็จของงานเป็นหลัก  ส่วนผลประโยชน์ต่าง ๆ ถ้าหากจะมีก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น  หากได้มาก็จะมีการแบ่งปันอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก


2.3  ปัจจัยด้านเครือข่าย

ในการดำเนินงานของศูนย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว  ยังต้องอาศัยเครือข่ายทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ให้การหนุนเสริมด้วย  ดังนี้                                        

2.3.1  เครือข่ายในพื้นที่  ได้แก่

เครือข่ายคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี  โดยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี

เครือข่ายสมาชิกศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ

เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฎจังหวัดอุบลราชธานี  

เครือข่ายองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี

เครือข่ายพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุบลราชธานี

เครือข่ายศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 74 อุบลราชธานี

เครือข่ายศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนประจำจังหวัดอุบลราชธานี

เครือข่ายสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี

เครือข่ายสำนักเขตพื้ที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1,2,3,4,5

เครือข่ายสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29

เครือข่ายเครือข่ายครูจิตอาสา

เครือข่ายโลกสวยด้วยมือครู

เครือข่าย  สกว.  อาจารย์กาญจนา  ทองทั่ว

เครือข่ายศูนย์ประสานงานเด็กและเยาวชนภาคอีสาน (ศสอ.)                                                                

เครือข่ายศูนย์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน จังหวัดอุบลราชธานี                                              

เครือข่ายกลุ่มเพาะรัก จังหวัดอุบลราชธานี         

เครือข่ายกลุ่มเยาวชนจิตอาสา ในสถานศึกษา

เครือข่ายโรงพยาบาลในจังหวัดอุบลราชธานี

เครือข่ายส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล  ภาคเอกชน  และภาคประชาสังคม

คณะสงฆ์ในพื้นที่ให้การยอมรับและสนับสนุน  โดยการอนุญาตให้ดำเนินการได้และหนุนเสริม

ด้วยงบประมาณ บุคลากรองค์ความรู้  และส่งคนเข้ารับการฝึกอบรม  เป็นต้น



2.3.2  เครือข่ายนอกพื้นที่  ได้แก่

เครือข่ายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

เครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เครือข่ายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี

เครือข่ายอาจารย์เกื้อ แก้วเกต               นายกสมาคมศูนย์พัฒนาเยาวชน YPDC

เครือข่ายนายสันติ ฤกษ์จำนง               บริษัท วี.อาร์.เมนเนจ เม้นท์ จำกัด

เครือข่ายคุณกุลนุช  วงศ์มาศา กรุงเทพมหานคร

ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ได้ให้การรับรองและคุ้มครองในสิ่งที่ได้ดำเนินการไปนั้นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม  และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม  ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวได้มีส่วนเสริมให้ผู้ดำเนินงาน มีขวัญ   มีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานต่อไป

บทที่  4

เกี่ยวกับ

ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณจังหวัดอุบลราชธานี
พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร
เป็นผู้อำนวยการศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณจังหวัดอุบลราชธานี
พระครูสุขุมวรรโณภาส เป็นเลขาธิการศูนย์จังหวัดฯ

ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ หรือศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ
(เป็นศูนย์ย่อยจากศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณจังหวัดอุบลราชธานี)
พระครูสุขุมวรรโณภาส
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา
เป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ

พระครูสุขุมวรรโณภาส เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.  2511  ปีวอก ณ บ้านเลขที่  29
หมู่  9 บ้านวังอ้อ  ตำบลหัวดอน   อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี
๏ บิดาชื่อ นายทองศูนย์  วันทา  มารดาชื่อ  นางสมศรี วันทา
๏ อุปสมบทเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 ณ วัดวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

๏ พระครูอุดมสารคุณ วัดบ้านเสียม ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี       
เป็นพระอุปัชฌาย์
๏ พระครูอดุลขันติธรรม วัดบ้านแขม ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ 
๏ พระอธิการฝั้น  ปริปุณโณ วัดบ้านท่าวารี ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
เป็นพระอนุสาวนาจารย์

การศึกษาทางโลก
๏ เรียนรู้ตามระบบ ผลสัมฤทธิ์พอใช้
๏ เรียนรู้สังคมเมืองกรุง 6 ปี  พอมี  พอกิน พออยู่
๏ เรียนรู้ตนเอง อุปสมบทแล้วจึงได้รู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม  อะไรคือเป้าหมายชีวิต
แล้วจะเดินทางถึงเป้ามายชีวิตนั้นได้อย่างไร และด้วยวิธีไหน


การศึกษาทางธรรม

เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยจนมีความเข้าใจระดับหนึ่งสามารถพึ่งพาตนเองได้ในกรอบพระธรรมวินัย ได้พำนักอาศัยอยู่ที่วัดวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้ 3 เดือน มีความสนใจในเรื่องวิปัสสนากรรมฐานได้ไปฝึกวิปัสสนากับพระอาจารย์อมร ฉนฺทาลโย วัดป่าวังถ้ำ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเวลา 1 พรรษา ต่อมาได้ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน กับพระอาจารย์ไพฑูรย์ ปทีโป วัดป่าเหล่าเสือโก้ก อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งปัจจุบันอยู่วัดป่าดอนปู่ตา บ้านแขม เป็นเวลากว่า 4 ปี   จนมีความรู้ ความเข้าใจดี

จนสามารถเป็นพระนักเผยแผ่ บรรยายให้ความรู้และนำพุทธศาสนิกชนปฏิบัติฝึกหัดวิปัสสนาได้  แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งการศึกษาด้านปริยัติ ซึ่งเปรียบเสมือนแผนที่ มีความมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนบทสวดต่างๆจนสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้สำเร็จในพรรษาที่ 2 ในเวลาต่อมาได้สมัครเข้าสอบนักธรรมตรี โท เอก ได้ตามลำดับ ดังนี้

1. จบนักธรรมชั้นตรี  พ.ศ. 2533

2. จบนักธรรมชั้นโท  พ.ศ. 2534

3. จบนักธรรมชั้นเอก  พ.ศ. 2537

นอกจากนั้นยังได้ศึกษา ค้นคว้า หลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาให้เข้าใจ โดยเฉพาะด้านภาษาบาลี ได้สมัครเข้าศึกษาภาษาบาลี ที่สำนักเรียนวัดยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยพระมหาศรี ติขิโณ หรือพระรัตนวิมล   เป็นครูผู้สอน     จนได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป เพราะมีความมั่นใจในภาษาพูด ภาษาเขียนมากยิ่งขึ้นฃ

การศึกษาอบรมหลักสูตรพิเศษ
จากการศึกษาทางธรรม สู่การเข้ารับการอบรมหลักสูตรพิเศษ นับว่าเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่
พระครูสุขุมวรรโณภาสได้ค้นพบความสามารถของตนเองในด้านต่างๆที่สามารถจะทำได้ และทำได้ดี โดยเฉพาะเรื่องการเป็นวิทยากรเผยแผ่ธรรมะ การบริหารจัดการวัด การพัฒนาวัด การใช้วัดเป็นศูนย์กลาง เป็นเสมือนโรงพยาบาลรักษาโรคทางใจ มีพระสงฆ์เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญคอยรักษา มีธรรมะเป็นธรรมโอสถ หรือเป็นยา มีพระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ใหญ่ การที่พระสงฆ์มีความรู้ ความสามารถในองค์ความรู้ด้านต่างๆจึงเป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนา   จึงได้ตัดสินใจเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรพิเศษด้านต่างๆ ดังนี้

- พ.ศ. 2536 เข้ารับการอบรมโครงการถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการ  ระดับ  เจ้าอาวาส

รุ่นที่ 5 จากวันที่ 23 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 ณ วัดมหาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

- พ.ศ. 2545 เข้ารับการฝึกอบรมเป็นพระวิทยากร ร่วมกับทัพ   ธรรม กองทัพไทย ที่วัดป่าโนน   สมบูรณ์  อำเภอหนองบุญมาก   จังหวัดนครราชสีมา

- พ.ศ. 2545  เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ศูนย์พัฒนาคุณธรรมมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับอาจารย์วีรพันธ์ รกฺขิตสีโล โดยการสนับสนุนของกองบัญชาการทหารสูงสุด สำนักงานป้องกันและปราบปราบยาเสพติด (ปปส.) หลังจากผ่านการอบรมได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพระวิทยากรในการฝึกอบรมเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง ในเวลาต่อมาพระครูสุขุมวรรโณภาสได้มีการมาสำรวจพื้นที่สำหรับการจัดตั้งศูนย์เพื่อฝึกอบรม จึงได้มีการหารือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล ครูอาจารย์ กรรมการป่าชุมชนถึงแนวทางการดำเนินงาน ด้วยการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับชาวบ้านวังอ้อ บ้านวังถ้ำ จนชาวบ้านและชุมชนเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงาน ด้วยการพร้อมใจกันให้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ  จัดตั้งเป็นศูนย์เพื่อฝึกอบรมอย่างเป็นทางการขึ้น เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2546 โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ  ณ บ้านวังอ้อ หมู่ 9 ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี  และเปิดให้เป็นธรรมะบริการเพื่อฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

- พ.ศ. 2546 เข้ารับการฝึกอบรม และสอบเป็นพระอุปัชฌาย์ ระหว่างวันที่ 7 - 13  กันยายน พ.ศ. 2546 ณ วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร

- พ.ศ. 2546 - ปัจจุบัน ฝึกอบรมการเป็นนักบริหารจัดการศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เพื่อให้เป็นโพธิยาลัยมหาวิชชาลัย สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

- พ.ศ. 2548 – ปัจจุบัน ฝึกเป็นนักคิด นักเขียนโครงการ นักปฏิบัติการ จัดทำโครงการ

เพื่อพัฒนาสังคมอุบลราชธานี จนเป็นที่ยอมรับของจังหวัดอุบลราชธานี และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ทั้งนี้เพราะมีครูบาอาจารย์ จากหลายภาคส่วน ส่งเสริม สนับสนุน

เช่น           พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร

พระราชธีราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี

พระครูมงคลวรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดเทพมงคล จังหวัดอำนาจเจริญ

พระอาจารย์ถวิล  สุญธาตุ

พระสิริพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอเขื่องใน

พระรัตนวิมล  เจ้าอาวาสวัดยางน้อย รองเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน

พระครูสุนทรสุตกิจ  รองเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน

พระครูวินัยธรมงคล  มงฺคโล  วัดนวมินทร์ราชูทิศ

พระอาจารย์วิลยศักดิ์  รกฺขิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดป่าดอนทับช้าง จังหวัดอำนาจเจริญ

พระครูสุภกิจมงคล เจ้าอาวาสวัดโนนมะเขือ ตำบลกาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี

พระครูเกษมพิชโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชโสภาราม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี

พระครูปิย จันทคุณ วัดป่าจันทราวาส อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

พระครูสิทธิธรรมานุสิฐ เจ้าคณะตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

พระครูสุวรรณกิจโสภณ เจ้าอาวาสวัดข่าโคม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

กัลยาณมิตรที่ให้การส่งเสริมสนับสนุน

พระครูสิริปริยัติโสภณ                         รองเจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหาร

พระครูจารุปริยัติการ                            รองเจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ

พระครูศรีสุตาลังการ                      เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์  รองเจ้าคณะอำเภอเขมราฐ  

พระครูโสภณอาภากร                           ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยางน้อย เจ้าคณะตำบลก่อเอ้เขต 2

พระครูกิตติวิบูลธรรม                  เจ้าอาวาสวัดแขมใต้          เจ้าคณะตำบลแขม                 

เจ้าอธิการสุระสิทธิ์  ขนฺติโก   เจ้าคณะตำบลหนองเต่า  อำเภอตระการพืชผล                                 

พระครูปริยัตยานุการ                 เจ้าอาวาสวัดนาแมด    เจ้าคณะตำบลแก้งเหนือ                

เจ้าอธิการพงษ์วัฒน์ พทฺธญาโณ  เลขานุการเจ้าคณะอำเภอโพธิ์ไทร

ผศ.ชื่น  ศรีสวัสดิ์ อดีตประธานสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

นายวิโรฒ   มีแก้ว อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี                                               

ผอ.วิเชียร  ศรีลูกหว้า ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

อาจารย์เกื้อ แก้วเกต     นายกสมาคมศูนย์พัฒนาเยาวชน YPDC

นายสันติ ฤกษ์จำนง      บริษัท วี.อาร์.เมนเนจ เม้นท์ จำกัด

ดร.วิชัย  ครองยุทธ  ผุ้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา

อุบลราชธานี เขต 5

นายวันวันชัย  บุญทอง  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา

อุบลราชธานี เขต 4

นายปิติพัฒน์  ยิ่งภัสสรานันท์   ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงยาง  สพป.อบ.1                                             

นายจิรัฏฐ์  พันธ์เพ็ง                ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านขัวไม้แก่น(มหิดลอนุสรณ์3)สพป.อบ.4

นายชาญณรงค์  คมเฉียบ                   ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าช้าง  สพป.อบ. 4                                                 

นายสุรินทร์   แก่นแก้ว               ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองจิกนาเรือง   สพป.อบ. 4

นางสาวทิพวรรณ  เถาว์โท        นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ  สพม. เขต 29                  

ดร.สุรชัย  โสภาพรหม                      ผู้อำนวยการโรงเรียนเสียมทองพิทยาคม                    สพม. เขต 29

นายโกสีย์  เทียนชัย               ผู้จัดการบริษัท ทีโอที สาขาวนารมย์  จังหวัดอุบลราชธานี

นางชลันธ  เทียนชัย          รก.ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอำนาจเจริญ

นายถาวร  ครองยุทธ                         รองผู้อำนวยการโรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร สพม. เขต 29                      

นางสุพิวรรณ นาท้าว                         ครูโรงเรียนบ้านไทยวิทยาคม สพม. เขต 29                                                            

นางวรรวรรณ  คุ้มบุญ                      ครูโรงเรียนเบญจะมะมหาราช  สพม. เขต 29

นางสาวนิตยา  บุตรอ่อน                   ครูโรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร สพม. เขต 29                    

ดร.บุญฟ้า ลิ้มวัธนา                           ครูโรงเรียนบ้านโคกสมบูรณ์นอก สพป.อบ. 4                                    

นายเจริญ  บุดดีเสาร์                               ครูโรงเรียนบ้านวังถ้ำ สพป.อบ. 1

นายสนกรี  ทองสันต์                            ครูโรงเรียนบ้านวังอ้อ สพป.อบ. 1

นายเสรี  ป้อมหิน                   รองผู้อำนวยการโรงเรียนบัวงามวิทยา สังกัด อบจ.อบ.

นายสายทอง  เขียวขำ                            ครูโรงเรียนบัวงามวิทยา สังกัด อบจ.อบ.

นายปฏิญญา  ชุลีกร                               ครูโรงเรียนบัวงามวิทยา สังกัด อบจ.อบ.

นางอรวรรณ เชื้อนิล                             ครูโรงเรียนไร่ใต้ประชาคม สังกัด อบจ.อบ.

นายอรรถวุฒิ  ศรีสุข                     มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี



และมีอีกหลายท่านขออภัยที่ไม่สามารถจะนำมาลง ณ ที่นี้ได้ทั้งหมด
บุคคลเหล่านี้เป็นทั้งครูบาอาจารย์ คณะทำงาน ทั้งฝ่ายติดตามประเมินผลโครงการ
ทั้งเป็นที่ปรึกษา และช่วยขับเคลื่นงานโครงการต่างๆ

- พ.ศ 2555 ฝึกอบรมหลักสูตร เศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก โดยมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มีนายปัญญา ปุลิเวคินทร์ (อดีตผู้จัดการธนาคาร ธกส.) ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก)  นายเจริญวิทย์  เสน่หา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดระยอง (อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเศรษฐกิจพอเพียง สำนัก กปร.) เป็นวิทยากรให้การฝึกอบรม


การปกครองทางคณะสงฆ์
จากการศึกษาเล่าเรียนและการฝึกหัดปฏิบัติตนในพระธรรมวินัยและ ในด้านต่างๆจนมีความเชี่ยวชาญ พระครูสุขุมวรรโณภาส สามารถสนองงานคณะสงฆ์ ได้เป็นอย่างดี และใน พ.ศ.2539  ขณะนั้น  ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านแขม ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้ว่างลง คณะสงฆ์อำเภอเขื่องใน   โดยเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน จึงเสนอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านแขม และมีตำแหน่งสำคัญๆจากทางคณะสงฆ์ระดับสูงหลายด้าน ดังนี้


พ.ศ.  2539
- 24 มิถุนายน พ.ศ.  2539 ได้รับการแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านแขม ตำบลหัวดอน
อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
- 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหัวดอน  อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

พ.ศ.2546 
- 20 มิถุนายน พ.ศ. 2546 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่
วังอ้อ   อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
- 13  กันยายน พ.ศ.  2546 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

พ.ศ. 2553
-12 มกราคม พ.ศ. 2553 ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพวัดศูนย์สงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดสถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

พ.ศ. 2555
-13 เมษายน พ.ศ. 2555 ได้รับการแต่งตั้งจากพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวากรุงเทพมหานคร ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้เพื่อดำเนินการปลูกคุณธรรมในบุคคล  สร้างชุมชนคุณธรรมความดี ความชอบ ดอก ผล ที่ได้รับ
ต้นไม้ที่เราปลูกถูกวิธี มีการดูแลรักษา หน้าที่การออกดอก ออกผลเป็นหน้าที่ของต้นไม้
เช่นเดียวกัน เมื่อได้ศึกษาเล่าเรียน พากเพียรปฏิบัติ สันทัดในการสอน ในการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย หน่วยงานคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม จึงได้ถวายรางวัล
ความดี ความชอบ ในด้านต่างๆมากมาย เป็นดอกผลทางพระพุทธศาสนา ดังนี้

พ.ศ.  2548  
- 26 มิถุนายน พ.ศ. 2548  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (ปปส.) กระทรวงยุติธรรม  มอบโล่รางวัลรับรองคุณภาพศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็นสถานที่เพื่อการป้องกันปัญหายาเสพติด
- 3 สิงหาคม พ.ศ.  2548  กระทรวงยุติธรรม ได้มอบโล่รางวัลรับรองคุณภาพศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็นสถานที่เพื่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
พ.ศ. 2549
- 20 กันยายน พ.ศ 2549  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานโล่รางวัล สาขาพัฒนาเยาวชน ในนามบุคคล      

พ.ศ. 2550
- 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2550  กรมการแพทย์  โดยสถาบันธัญญารักษ์  มอบหนังสือกิตติกรรมประกาศ  ให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็นศูนย์สงเคราะห์ และสถานเพื่อฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอย่างถูกต้องตามพ.ร.บ.   ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.  2522
- 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ประกาศรับรองให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์
- 19 ธันวาคม พ.ศ. 2550  จังหวัดอุบลราชธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดอุบลราชธานี ประกาศให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็นองค์กรแผนที่ความดี

พ.ศ. 2551  
- 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551 สถาบันธัญญารักษ์ มอบโล่รางวัลให้แก่ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ๋วังอ้อ เป็นสถานที่สร้างสรรค์  ผลงานคุณภาพและนวัตกรรม เรื่องการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
- 10  มิถุนายน พ.ศ. 2551 กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานอาหารและยา (อย.)กระทรวงสาธารณสุข ประกาศจัดตั้งให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ เป็นสถานพยาบาลบรรจุลงในราชกิจจานุเบกษา         
- 20 กันยายน พ.ศ. 2551  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานโล่รางวัล สาขาพัฒนาเยาวชน ในนามองค์กร
- 20 กันยายน พ.ศ. 2551  จังหวัดอุบลราชธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุบลราชธานี มอบเกียรติบัตรให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ให้เป็นองค์กรแผนที่ความดี
- 30 กันยายน พ.ศ. 2551  กรมการศาสนา  กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี  มอบเกียรติบัตร ให้พระครูสุขุมวรรโณภาส    เป็นบุคคลภายใต้โครงการเมืองไทย เมืองคนดี

พ.ศ 2552
- 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานเสาเสมาธรรมจักร ประเภทองค์กรที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาดีเด่น
- 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552 นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบประกาศเกียรติคุณแก่ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ในด้านการอนุรักษ์ป่าไม้
- 2 กันยายน พ.ศ. 2552  กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ให้เป็นศูนย์เสมาส่งเสริมศีลธรรมของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
- 24 กันยายน พ.ศ. 2552  นายชวน  ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีมอบเกียรติบัตรให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ให้เป็นองค์กรต้นแบบความดี

พ.ศ. 2553
-12 มกราคม พ.ศ. 2553 พระครูสุขุมวรรโณภาสได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพวัดศูนย์สงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด



พ.ศ. 2556
-  26 มิถุนายน 2556  นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัฒน์  นายกรัฐมนตรี  มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ
ให้ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ที่มีผลงานยอดเยี่ยมและดีเด่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
-  22 มีนาคม 2556 สภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถวายปริญญาบัตร
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา
โดยจัดพิธีมอบถวาย วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ณ ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ

ความดีความชอบ ทางคณะสงฆ์
พ.ศ. 2539
-24 มิถุนายน พ.ศ. 2539  ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านแขม ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
- 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539  ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

พ.ศ. 2546
-20 มิถุนายน พ.ศ. 2546 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
-13  กันยายน พ.ศ. 2546 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

พ.ศ. 2553
-12 มกราคม พ.ศ. 2553  ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพวัดศูนย์สงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด

พ.ศ. 2555
-  13 เมษายน พ.ศ. 2555  ได้รับการแต่งตั้งจากพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร เป็นเลขาธิการศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ เพื่อดำเนินการปลูกคุณธรรมในบุคคล  สร้างชุมชนคุณธรรม 
- 16 กันยายน พ.ศ. 2555 จังหวัดอุบลราชธานี โดยนายสุรพล  สายพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มอบเกียรติบัตร ให้พระครูสุขุมวรรโณภาส ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่
วังอ้อ เป็นบุคคลผู้สนับสนุนงานด้านเด็กและเยาวชนดีเด่น ประจำปี 2555


อิสริยยศที่ได้รับพระราชทาน
พ.ศ. 2544
-18 มกราคม พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมณศักดิ์
เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ที่ พระครูสุขุมวรรโณภาส

พ.ศ 2549
- 20 กันยายน พ.ศ. 2549 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระราชทานโล่รางวัล สาขาพัฒนาเยาวชน ในนามองค์กร
- 5  ธันวาคม  พ.ศ. 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก  ที่ พระครูสุขุมวรรโณภาส


พ.ศ. 2551 
- 20 กันยายน พ.ศ. 2551 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระราชทานโล่รางวัล สาขาพัฒนาเยาวชน ในนามบุคคล

พ.ศ. 2552 
- 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พระราชทาน เสาเสมาธรรมจักร ประเภทองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาดีเด่น


แผนงาน โครงการ กิจกรรม ที่องค์กรดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

1)      โครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม แก่พระภิกษุสามเณร เด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ให้เป็นบุคคลคุณภาพ

2)      โครงการบำบัดฟื้นฟูจิตใจผู้ติดยาเสพติดระบบสมัครบำบัด

3)      โครงการอบรมคุณธรรมเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ป่าชุมชนที่ยั่งยืน

4)      โครงการส่งเสริมผู้สูงวัยให้แก่อย่างมีคุณภาพ

5)      โครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในตำบลหัวดอน

6)      โครงการเสริมทักษะการตัดสินใจท้าทายชีวิตวัยรุ่น

7)      โครงการ พัฒนา ( บ ว ร) ต้นแบบ  ทาน ศีล ภาวนา สู่อาเซียน

8)  โครงการ 84 วัน 8,884 คน ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส เทิดไท้องค์ราชัน                        

9) โครงการเยาวชนอาสาค้นหาคนดี /

10) โครงการถนนสายวัฒนธรรม

11) โครงการฝึกอบรมเยาวชนอาสา พัฒนากลุ่มคนดี

12) โครงการรวมใจทำความดี ฟื้นวิถีการให้ต่อ ระยะที่ 1

13) โครงการรวมใจทำความดี ฟื้นวิถีการให้ต่อ ระยะที่ 2

14)     โครงการรวมใจปลูกคุณธรรมในบุคคล สร้างชุมชนสวัสดิการ

15) โครงการความร่วมมือของ (บวร) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน

60 หมู่บ้านของจังหวัดอุบลราชธานี (  พ.ศ.2556-2558 )

16) โครงการสร้างศูนย์โพธิยาลัย มหาวิชชาลัย ตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

17)    โครงการสร้างอาคารปฏิบัติธรรมพรหมวชิรญาณ 3 ชั้น เพื่อเป็นที่พัก ที่ปฏิบัติธรรม

18)    โครงการก่อสร้างคันพนังกั้นดินเรียบฝั่งลำเซบาย ภายในศูนย์ฯ ระยะยาว 400 เมตร

19) สร้างวัด ตั้งวัด ให้แล้วเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เสร็จภายในปี 2566


ท่านที่สนใจโครงการ หรือกิจกรรม สามารถชมได้ที่เว็ปไซต์
www.pomwachirayan2.org
หรือที่เฟสบุ๊ค พุทธธรรม นำชีวิต
หรือหน้าเพจ   ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ
หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่  พระครูสุขุมวรรโณภาส 08-7868-8868
E-mail  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชื่น ศรีสวัสดิ์
เรียบเรียง